แต่บ่อยครั้ง  เราทำงานแล้วมีความทุกข์
เพราะว่าอัตตามันถูกกระทบ
เจอปัญหายากๆ  เราก็ไม่สู้แล้ว
เพราะว่ามันไปกระทบอัตตา  อัตตาไม่ชอบความลำบาก
ชอบอะไรที่ง่ายๆ  ยิ่งมีทีท่าว่าจะล้มเหลว
ก็ยิ่งไม่อยากทำ  เพราะกลัวเสียหน้า
ไม่อยากเป็นผู้แพ้  แต่ถ้าเรามีสติ
เราก็จะเตือนตนว่า
" นี่ฉันกำลังทำเพื่อตัวเองแล้วนะ  ฉันไม่ได้ทำเพื่อผู้อื่น "

สติจะช่วยให้เราหันกลับมาคำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมเป็น
ที่ตั้ง  และถ้าเราคำนึงถึงประโยชน์ของผู้อื่นหรือส่วนรวมเป็นที่ตั้งแล้ว
ไม่ว่ามันจะลำบากแค่ไหน
เราก็ไม่สะดุ้งสะเอนหรือว่าไม่ท้อถอย

มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเป็นไข้ขึ้นสูง  นอนซมอยู่บนเตียง  หมอหนุ่ม
ก็เอายาน้ำมาป้อน  ทันทีที่เด็กเห็นช้อนป้อนเข้ามาใกล้ๆ ปาก
แกก็เอามือสะบัด  ช้อนก็กระเด็น  ยากระเซ็นเปื้อนพื้น
หมอก็ทำอีกครั้งหนึ่ง  แต่ช้อนไม่ทันจะถึงปาก  เด็กก็ปัดอีก
หมอหนุ่มโมโหมาก  เลยเลิก  บ่นขึ้นมาในใจ  ถือดียังไง
อุตส่าห์ป้อนยาให้  ยังมาทำอย่างนี้กับฉัน
ทีนี้พอหมอใหญ่เข้ามา  และรู้ว่าเด็กไม่ยอมกินยา
หมอใหญ่ก็พยายามป้อนยาให้เด็ก  เด็กก็ทำเหมือนเดิม
พอช้อนสัมผัสกับปาก  เด็กก็ปัดช้อน  ยากระเซ็นเปื้อนพื้น
แต่หมอใหญ่ไม่หวั่นไหว  ครั้งนี้แกยิ้มให้เด็ก
เด็กก็ปัดช้อนอีก  ครั้งที่สามหมอยิ้มให้พร้อมกับพูดหว่านล้อม
"อ้าปากหน่อย  ยาไม่ขมหรอก"

แต่เด็กก็ยังปัดอีก  กระนั้นหมอก็ยังไม่ละความพยายาม
คราวนี้นอกจากนะยิ้มให้เด็ก  หมอยังอ้าปากด้วยอาการคล้ายกับแม่ลูกอ่อนเวลา
จะเกลี้ยกล่อมให้ลูกน้อยกินยา  พอช้อนมาถึงปาก
เด็กทำท่าจะสะบัดช้อน
แต่หมอก็ยังยิ้มให้เหมือนเดิม  คราวนี้เด็กยั้งมือในที่สุดเขาก็อ้าปากรับยาเข้าไป

หมอหนุ่มกับหมอใหญ่ต่างกันตรงไหน  หมอหนุ่มถอดใจหลังจากที่
พยายามป้อนยาสองครั้งแต่ไม่สำเร็จ  เพราะในใจเต็มไปด้วยความไม่พอใจที่
เด็กทำอย่างนั้นกับเขา
" ฉันอุตส่าห์ทำดีกับเธอแล้วยังมาทำกับฉัน  ถ้าอวดดีอย่างนี้ก็อย่ากินยาเลย "

แต่หมอใหญ่กลับตรงกันข้าม  เขาสนใจแต่ว่าทำอย่างไรเด็กถึงจะ
กินยา  เขาไม่ได้สนใจเลยว่าเด็กจะทำอะไรกับเขา  ทั้งๆที่เป็นหมอใหญ่
แต่เขาก็ไม่ได้เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง  ไม่ได้คิดว่า
" ฉันเป็นหมอใหญ่นะ  เธอเป็นเด็กจะมาทำแบบนี้กับฉันได้ยังไง "

เมื่อไม่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง  แต่คำนึงถึงเด็กก็สำคัญ  เพราะฉะนั้น
แม้เด็กจะปัดช้อนครั้งแล้วครั้งเล่า  หมอใหญ่ก็ยังทำต่อไป
เพราะโจทย์ของหมอใหญ่ก็คือว่า  ทำยังไงเด็กถึงจะกินยา
หมอจึงไม่สนใจว่าตัวตนจะถูกกระทบหรือไม่
ที่จริงถ้าไม่เอาตัวตนออกหน้า  จะมีตัวตนที่ไหน
มาถูกกระแทก  พูดอีกอย่าง  คือ  ไม่มีตัวฉันเป็นผู้ถูกกระแทก

เวลาเราทำงานกับเด็กและเจอเด็กมีปัญหาแบบนี้  เราเลือกจะเป็น
อย่างหมอคนไหน  หมอหนุ่มหรือหมอใหญ่  ถ้าเด็กหรือคนที่เราอยากช่วย
ทำท่าทางปั้นปึ่งหรือมีกิริยามารยาทหยาบคายกับเรา  ไม่ตอบสนอง
ความปรารถนาดีของเรา  เราจะมีปฏิกิริยาอย่างไร  อย่างหมอหนุ่มหรือ
อย่างหมอใหญ่

ถ้าเรานึกถึงตัวเราเอง  เอาอัตตาเป็นใหญ่  เราก็คงยอมแพ้แล้ว
แต่ถ้าเรานึกถึงประโยชน์ของเด็กเป็นสำคัญ  เราจะไม่ท้อง่ายๆ  เราจะมี
ความเพียรพยายาม  ไม่ว่าเด็กจะหยาบคายกับเราอย่างไร  เราก็ไม่สนใจ
เราก็จะเพียรพยายามจนกระทั่งสำเร็จจนได้  และทำโดยไม่ทุกข์ด้วย
เหมือนกับหมอใหญ่ในเรื่องที่เล่า  แกก็ไม่ได้ทุกข์อะไร  เพราะไม่ได้เอาตัวตน
ออกรับตั้งแต่แรก  จึงไม่มีตัวฉันเป็นผู้ทุกข์  และเมื่อคำนึงถึงตัวเด็กเป็นสำคัญ
ในใจจึงมีแต่ความเมตตาและเห็นใจเด็ก  ลึกๆ  หมออาจจะรู้ดีจาก
ประสบการณ์ที่สั่งสมมานานว่า  เด็กคนนี้คงมีภูมิหลังที่เจ็บปวดกับผู้ใหญ่
หรือกับผู้ชายมาก่อน  ที่ทำให้เด็กระแวง  ไม่ไว้ใจคนที่จะมาทำดีกับเขา
หรือไม่เด็กอาจต้องการสร้างกำแพงขวางกั้นระหว่างตัวเองกับผู้อื่นเอาไว้
เพราะกลัวจะผิดหวังหากไปผูกพันกับใคร   คือ  กลัวว่าอาจถูกหลอกหรือต้อง
พลัดพรากจากกันอีก  จึงไม่อยากให้ใครมาใกล้ชิดกับตัวเอง  ก็เลยพยายาม
ปฏิเสธความปรารถนาดีตั้งแต่แรก

คนที่เขาผ่านโลกมามาก  เห็นความทุกข์ของผู้คนมามาก  ก็ยิ่งเข้าใจ
และมีเมตตายิ่งขึ้น  ดังนั้นจึงสามารถถอดทนกับอากัปกิริยาที่ไม่ดีของคนอื่น
ไม่เห็นสิ่งเหล่านั้นเป็นสาระ

นี่เป็นวิธีหนึ่งที่จะทำงานอย่างมีความสุขและได้ผล  เพราะว่าถ้าเรา
ไม่เอาตัวตนเป็นที่ตั้ง  ไม่เอาความชอบใจหรือไม่ชอบใจเป็นใหญ่  แต่จะ
คำนึงถึงประโยชน์และความถูกต้องเป็นหลัก  โดยเฉพาะเมื่อเราทำงานเพื่อ
คนอื่น  ลองดูเถอะ  ถ้าเราทำเพื่อผู้อื่นแล้วเราจะทำได้ทน  เราจะทำได้นาน

อย่างแม่จะมีความอดทนต่อลูกสูงมาก  ทั้งนี้เพราะแม่นึกถึงลูก
มากกว่าตัวเอง  แต่สาเหตุที่เรามักจะทำอะไรไม่ได้นานหรือทน
ก็เพราะเผลอเอาตัวเองเป็นใหญ่  เอาอัตตาออกหน้า  จึงเจอแรงกระทบกระแทกไม่เว้น
แต่ละวัน  จึงเต็มไปด้วยความทุกข์  คนเราเมื่อเอาตัวตนออกหน้า  เวลาเขา
ทำอะไรไม่ดีกับเรา  พูดไม่ดีกับเรา  ปั้นปึ่งกับเรา  เราจะทุกข์ทันที  แถมเกิด
ความเกลียด  เกิดความขุ่นเคืองขึ้นมา  เลยไม่อยากจะทำต่อ

การทำงานเพื่อผู้อื่นนั้น  ถ้าเราไม่ระวัง  อัตตาหรือตัวตนจะเข้ามา
แทรก  เข้ามาออกหน้า  พอออกหน้าแล้ว  ก็ทำงานอย่างไม่มีความสุข
และทำงานได้ไม่ยึด  แต่ถ้าเราคำนึงถึงคนอื่นเป็นหลัก  เอาประโยชน์
หรือความถูกต้องเป็นหลัก  เราไม่เอาตัวตนออกหน้าอยู่ร่ำไป  เราจะ
ทำงานได้อย่างมีความสุข  มีความพากเพียรและอดทน

ที่มา :  " มิตรในเรือนใจ "  ของพระไพศาล  วิสาโล

^v^ :  เป็นข้อเตือนใจที่ดีมากๆเลยค่ะ  เคยเจอกับตัวเอง  ก็รู้เลยว่ามันไม่ดีเลย
           เมื่อนึกขึ้นได้ก็จะไม่พอใจตัวเองที่ได้แสดงอารมณ์โมโหออกไปอย่างนั้น
           เมื่อได้อ่านบทความนี้เลยทำให้รู้ว่า  ที่แท้ก็เพราะตอนนั้นยังยึดอัตตาเยอะไป
           หากเราคิดได้อย่างนี้  เราก็ทำสิ่งที่ตั้งใจไว้โดยไม่ทุกข์
           ก่อนหน้านี้เคยยึดแนวทางที่ว่า...เราจะเน้นที่การเดินทางสู่จุดมุ่งหมาย  มากกว่า  เป้าหมาย
           อย่างเช่น  สมมติเราจะต้องสอบวัดระดับในวิชาๆหนึ่ง  ถ้าหากเรายึดตรงที่ว่า

เราได้ตั้งใจอ่าน  ฝึกคิด  และเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่แล้ว
ถึงผลลัพธ์จะออกมาว่า " เราสอบไม่ผ่าน "
แต่เราจะไม่เสียใจเลย  เพราะเราได้อะไรจากการเดินทางสู่เป้าหมายแล้ว
ได้เรียนรู้วิชานั้นจากที่ครูสอน  จากที่เราอ่าน  จากที่เราได้ฝึกฝนและทำความเข้าใจมัน
แน่นอนว่า  เราต้องได้อะไรจากการเดินทางนี้แน่นอน
ทีนี้เราอาจจะได้เพิ่มเติม  ถ้าเรามาวิเคราะห์ต่อว่า  ที่เราสอบไม่ผ่านเป็นเพราะอะไรกันนะ?
เป็นเพราะเราอ่านไม่ถูกหลัก  จับจุดไม่ถูก  เราก็นำเหตุผลมาแก้ไขได้อีก
ซึ่งเป็นสิ่งดีมากๆที่จะได้แก้ไขจากข้อผิดพลาดจากสิ่งที่เกิดขึ้น

         แต่พอมาได้อ่านเรื่องนี้  ก็เลยเกิดข้อคิดอีกอย่างหนึ่งค่ะ
บางที...เราไปต้องยึดแนวทางอันนั้นอันเดียวก็ได้  ดูตามสถานการณ์
เพราะอย่างกรณีที่พระไพศาลท่านได้ยกไว้  จะมองแบบนี้ได้มั้ยคะว่า  มันเป็นแนวทางที่

ยึดเป้าหมาย  มากกว่า  การเดินทาง

มันก็มีข้อดีของมันนะ เพราะเพียงแค่เรายึดว่า  เป้าหมายของเราก็คือให้เด็กได้กินยา
โดยไม่ได้คำนึงว่า  เด็กจะต่อต้านการกินยา และกระทำอย่างไรกับเราบ้าง
ยึดแค่ตรงนั้น  เราก็จะพยายามหาหนทางที่จะทำให้เด็กได้กินยา โดยไม่รู้สึกโกรธเด็ก
คนนั้นแม้แต่น้อย...


Comment

Comment:

Tweet

เคยเหวี่ยงเหมือนกันค่ะ เวลาที่เราอุตส่าห์ช่วยแล้วแท้ ๆ
เป็นธรรมะที่มีประโยชน์มากเลยค่ะ ถ้ารู้จักนำไปใช้จริง
อย่าเอาอารมณ์ตัวเองเป็นใหญ่ ถ้าคิดจะช่วยก็ทำให้ดีที่สุด surprised smile

#1 By arpianna on 2009-12-09 18:50