แต่บ่อยครั้ง  เราทำงานแล้วมีความทุกข์
เพราะว่าอัตตามันถูกกระทบ
เจอปัญหายากๆ  เราก็ไม่สู้แล้ว
เพราะว่ามันไปกระทบอัตตา  อัตตาไม่ชอบความลำบาก
ชอบอะไรที่ง่ายๆ  ยิ่งมีทีท่าว่าจะล้มเหลว
ก็ยิ่งไม่อยากทำ  เพราะกลัวเสียหน้า
ไม่อยากเป็นผู้แพ้  แต่ถ้าเรามีสติ
เราก็จะเตือนตนว่า
" นี่ฉันกำลังทำเพื่อตัวเองแล้วนะ  ฉันไม่ได้ทำเพื่อผู้อื่น "

สติจะช่วยให้เราหันกลับมาคำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมเป็น
ที่ตั้ง  และถ้าเราคำนึงถึงประโยชน์ของผู้อื่นหรือส่วนรวมเป็นที่ตั้งแล้ว
ไม่ว่ามันจะลำบากแค่ไหน
เราก็ไม่สะดุ้งสะเอนหรือว่าไม่ท้อถอย

มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเป็นไข้ขึ้นสูง  นอนซมอยู่บนเตียง  หมอหนุ่ม
ก็เอายาน้ำมาป้อน  ทันทีที่เด็กเห็นช้อนป้อนเข้ามาใกล้ๆ ปาก
แกก็เอามือสะบัด  ช้อนก็กระเด็น  ยากระเซ็นเปื้อนพื้น
หมอก็ทำอีกครั้งหนึ่ง  แต่ช้อนไม่ทันจะถึงปาก  เด็กก็ปัดอีก
หมอหนุ่มโมโหมาก  เลยเลิก  บ่นขึ้นมาในใจ  ถือดียังไง
อุตส่าห์ป้อนยาให้  ยังมาทำอย่างนี้กับฉัน
ทีนี้พอหมอใหญ่เข้ามา  และรู้ว่าเด็กไม่ยอมกินยา
หมอใหญ่ก็พยายามป้อนยาให้เด็ก  เด็กก็ทำเหมือนเดิม
พอช้อนสัมผัสกับปาก  เด็กก็ปัดช้อน  ยากระเซ็นเปื้อนพื้น
แต่หมอใหญ่ไม่หวั่นไหว  ครั้งนี้แกยิ้มให้เด็ก
เด็กก็ปัดช้อนอีก  ครั้งที่สามหมอยิ้มให้พร้อมกับพูดหว่านล้อม
"อ้าปากหน่อย  ยาไม่ขมหรอก"

แต่เด็กก็ยังปัดอีก  กระนั้นหมอก็ยังไม่ละความพยายาม
คราวนี้นอกจากนะยิ้มให้เด็ก  หมอยังอ้าปากด้วยอาการคล้ายกับแม่ลูกอ่อนเวลา
จะเกลี้ยกล่อมให้ลูกน้อยกินยา  พอช้อนมาถึงปาก
เด็กทำท่าจะสะบัดช้อน
แต่หมอก็ยังยิ้มให้เหมือนเดิม  คราวนี้เด็กยั้งมือในที่สุดเขาก็อ้าปากรับยาเข้าไป

หมอหนุ่มกับหมอใหญ่ต่างกันตรงไหน  หมอหนุ่มถอดใจหลังจากที่
พยายามป้อนยาสองครั้งแต่ไม่สำเร็จ  เพราะในใจเต็มไปด้วยความไม่พอใจที่
เด็กทำอย่างนั้นกับเขา
" ฉันอุตส่าห์ทำดีกับเธอแล้วยังมาทำกับฉัน  ถ้าอวดดีอย่างนี้ก็อย่ากินยาเลย "

แต่หมอใหญ่กลับตรงกันข้าม  เขาสนใจแต่ว่าทำอย่างไรเด็กถึงจะ
กินยา  เขาไม่ได้สนใจเลยว่าเด็กจะทำอะไรกับเขา  ทั้งๆที่เป็นหมอใหญ่
แต่เขาก็ไม่ได้เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง  ไม่ได้คิดว่า
" ฉันเป็นหมอใหญ่นะ  เธอเป็นเด็กจะมาทำแบบนี้กับฉันได้ยังไง "

เมื่อไม่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง  แต่คำนึงถึงเด็กก็สำคัญ  เพราะฉะนั้น
แม้เด็กจะปัดช้อนครั้งแล้วครั้งเล่า  หมอใหญ่ก็ยังทำต่อไป
เพราะโจทย์ของหมอใหญ่ก็คือว่า  ทำยังไงเด็กถึงจะกินยา
หมอจึงไม่สนใจว่าตัวตนจะถูกกระทบหรือไม่
ที่จริงถ้าไม่เอาตัวตนออกหน้า  จะมีตัวตนที่ไหน
มาถูกกระแทก  พูดอีกอย่าง  คือ  ไม่มีตัวฉันเป็นผู้ถูกกระแทก

เวลาเราทำงานกับเด็กและเจอเด็กมีปัญหาแบบนี้  เราเลือกจะเป็น
อย่างหมอคนไหน  หมอหนุ่มหรือหมอใหญ่  ถ้าเด็กหรือคนที่เราอยากช่วย
ทำท่าทางปั้นปึ่งหรือมีกิริยามารยาทหยาบคายกับเรา  ไม่ตอบสนอง
ความปรารถนาดีของเรา  เราจะมีปฏิกิริยาอย่างไร  อย่างหมอหนุ่มหรือ
อย่างหมอใหญ่

ถ้าเรานึกถึงตัวเราเอง  เอาอัตตาเป็นใหญ่  เราก็คงยอมแพ้แล้ว
แต่ถ้าเรานึกถึงประโยชน์ของเด็กเป็นสำคัญ  เราจะไม่ท้อง่ายๆ  เราจะมี
ความเพียรพยายาม  ไม่ว่าเด็กจะหยาบคายกับเราอย่างไร  เราก็ไม่สนใจ
เราก็จะเพียรพยายามจนกระทั่งสำเร็จจนได้  และทำโดยไม่ทุกข์ด้วย
เหมือนกับหมอใหญ่ในเรื่องที่เล่า  แกก็ไม่ได้ทุกข์อะไร  เพราะไม่ได้เอาตัวตน
ออกรับตั้งแต่แรก  จึงไม่มีตัวฉันเป็นผู้ทุกข์  และเมื่อคำนึงถึงตัวเด็กเป็นสำคัญ
ในใจจึงมีแต่ความเมตตาและเห็นใจเด็ก  ลึกๆ  หมออาจจะรู้ดีจาก
ประสบการณ์ที่สั่งสมมานานว่า  เด็กคนนี้คงมีภูมิหลังที่เจ็บปวดกับผู้ใหญ่
หรือกับผู้ชายมาก่อน  ที่ทำให้เด็กระแวง  ไม่ไว้ใจคนที่จะมาทำดีกับเขา
หรือไม่เด็กอาจต้องการสร้างกำแพงขวางกั้นระหว่างตัวเองกับผู้อื่นเอาไว้
เพราะกลัวจะผิดหวังหากไปผูกพันกับใคร   คือ  กลัวว่าอาจถูกหลอกหรือต้อง
พลัดพรากจากกันอีก  จึงไม่อยากให้ใครมาใกล้ชิดกับตัวเอง  ก็เลยพยายาม
ปฏิเสธความปรารถนาดีตั้งแต่แรก

คนที่เขาผ่านโลกมามาก  เห็นความทุกข์ของผู้คนมามาก  ก็ยิ่งเข้าใจ
และมีเมตตายิ่งขึ้น  ดังนั้นจึงสามารถถอดทนกับอากัปกิริยาที่ไม่ดีของคนอื่น
ไม่เห็นสิ่งเหล่านั้นเป็นสาระ

นี่เป็นวิธีหนึ่งที่จะทำงานอย่างมีความสุขและได้ผล  เพราะว่าถ้าเรา
ไม่เอาตัวตนเป็นที่ตั้ง  ไม่เอาความชอบใจหรือไม่ชอบใจเป็นใหญ่  แต่จะ
คำนึงถึงประโยชน์และความถูกต้องเป็นหลัก  โดยเฉพาะเมื่อเราทำงานเพื่อ
คนอื่น  ลองดูเถอะ  ถ้าเราทำเพื่อผู้อื่นแล้วเราจะทำได้ทน  เราจะทำได้นาน

อย่างแม่จะมีความอดทนต่อลูกสูงมาก  ทั้งนี้เพราะแม่นึกถึงลูก
มากกว่าตัวเอง  แต่สาเหตุที่เรามักจะทำอะไรไม่ได้นานหรือทน
ก็เพราะเผลอเอาตัวเองเป็นใหญ่  เอาอัตตาออกหน้า  จึงเจอแรงกระทบกระแทกไม่เว้น
แต่ละวัน  จึงเต็มไปด้วยความทุกข์  คนเราเมื่อเอาตัวตนออกหน้า  เวลาเขา
ทำอะไรไม่ดีกับเรา  พูดไม่ดีกับเรา  ปั้นปึ่งกับเรา  เราจะทุกข์ทันที  แถมเกิด
ความเกลียด  เกิดความขุ่นเคืองขึ้นมา  เลยไม่อยากจะทำต่อ

การทำงานเพื่อผู้อื่นนั้น  ถ้าเราไม่ระวัง  อัตตาหรือตัวตนจะเข้ามา
แทรก  เข้ามาออกหน้า  พอออกหน้าแล้ว  ก็ทำงานอย่างไม่มีความสุข
และทำงานได้ไม่ยึด  แต่ถ้าเราคำนึงถึงคนอื่นเป็นหลัก  เอาประโยชน์
หรือความถูกต้องเป็นหลัก  เราไม่เอาตัวตนออกหน้าอยู่ร่ำไป  เราจะ
ทำงานได้อย่างมีความสุข  มีความพากเพียรและอดทน

ที่มา :  " มิตรในเรือนใจ "  ของพระไพศาล  วิสาโล

^v^ :  เป็นข้อเตือนใจที่ดีมากๆเลยค่ะ  เคยเจอกับตัวเอง  ก็รู้เลยว่ามันไม่ดีเลย
           เมื่อนึกขึ้นได้ก็จะไม่พอใจตัวเองที่ได้แสดงอารมณ์โมโหออกไปอย่างนั้น
           เมื่อได้อ่านบทความนี้เลยทำให้รู้ว่า  ที่แท้ก็เพราะตอนนั้นยังยึดอัตตาเยอะไป
           หากเราคิดได้อย่างนี้  เราก็ทำสิ่งที่ตั้งใจไว้โดยไม่ทุกข์
           ก่อนหน้านี้เคยยึดแนวทางที่ว่า...เราจะเน้นที่การเดินทางสู่จุดมุ่งหมาย  มากกว่า  เป้าหมาย
           อย่างเช่น  สมมติเราจะต้องสอบวัดระดับในวิชาๆหนึ่ง  ถ้าหากเรายึดตรงที่ว่า

เราได้ตั้งใจอ่าน  ฝึกคิด  และเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่แล้ว
ถึงผลลัพธ์จะออกมาว่า " เราสอบไม่ผ่าน "
แต่เราจะไม่เสียใจเลย  เพราะเราได้อะไรจากการเดินทางสู่เป้าหมายแล้ว
ได้เรียนรู้วิชานั้นจากที่ครูสอน  จากที่เราอ่าน  จากที่เราได้ฝึกฝนและทำความเข้าใจมัน
แน่นอนว่า  เราต้องได้อะไรจากการเดินทางนี้แน่นอน
ทีนี้เราอาจจะได้เพิ่มเติม  ถ้าเรามาวิเคราะห์ต่อว่า  ที่เราสอบไม่ผ่านเป็นเพราะอะไรกันนะ?
เป็นเพราะเราอ่านไม่ถูกหลัก  จับจุดไม่ถูก  เราก็นำเหตุผลมาแก้ไขได้อีก
ซึ่งเป็นสิ่งดีมากๆที่จะได้แก้ไขจากข้อผิดพลาดจากสิ่งที่เกิดขึ้น

         แต่พอมาได้อ่านเรื่องนี้  ก็เลยเกิดข้อคิดอีกอย่างหนึ่งค่ะ
บางที...เราไปต้องยึดแนวทางอันนั้นอันเดียวก็ได้  ดูตามสถานการณ์
เพราะอย่างกรณีที่พระไพศาลท่านได้ยกไว้  จะมองแบบนี้ได้มั้ยคะว่า  มันเป็นแนวทางที่

ยึดเป้าหมาย  มากกว่า  การเดินทาง

มันก็มีข้อดีของมันนะ เพราะเพียงแค่เรายึดว่า  เป้าหมายของเราก็คือให้เด็กได้กินยา
โดยไม่ได้คำนึงว่า  เด็กจะต่อต้านการกินยา และกระทำอย่างไรกับเราบ้าง
ยึดแค่ตรงนั้น  เราก็จะพยายามหาหนทางที่จะทำให้เด็กได้กินยา โดยไม่รู้สึกโกรธเด็ก
คนนั้นแม้แต่น้อย...


มีนิทานที่ดีมากเรื่องนี้เป็นเรื่องของหม้อน้ำ ๒ ใบ
ใบหนึ่งสมบูรณ์แบบมาก  อีกใบหนึ่งมีรอยร้าว
ทุกเช้าหญิงชราจะเอาหม้อน้ำทั้ง ๒ ใบใส่คานเพื่อตักน้ำกลับมาบ้าน
แต่ทุกครั้งที่เดินกลับบ้านซึ่งไกลมาก
ระหว่างทางใบที่มีรอยร้าวก็จะมีน้ำรั่วไหลตลอดทาง
กว่าจะถึงบ้านหม้อใบนั้นก็เหลือน้ำแค่ครึ่งเดียว
ขณะที่อีกใบมีน้ำเต็ม  เธอทำเช่นนี้อยู่ ๒ ปี
ในเรื่องนี้หม้อน้ำพูดได้ด้วย  หม้อน้ำที่มีรอยร้าวรู้สึกอับอายมาก
ที่ขนน้ำมาได้แค่ครึ่งเดียว
จึงตัดพ้อหญิงชระว่าทำไมถึงใช้เขาขนน้ำ
ตรงข้ามกับอีกใบที่รู้สึกภาคภูมิใจที่ขนน้ำมาเต็มหม้อทุกวัน

เมื่อถูกตัดพ้อ  หญิงชราจึงพูดกับหม้อที่มีรอยร้าวว่า
เธอสังเกตไหมว่า
ท่างเดินตรงด้านของเธอนั้นมีดอกไม้ขึ้นอยู่ตลอดทางเลย
แต่อีกด้านหนึ่งไม่มีดอกไม้ขึ้นเลย  ดอกไม้นั้นได้น้ำจากไหนรู้ไหม
ก็ได้น้ำจากเธอนั่นแหละ
ฉันรู้ว่าเธอรั่ว  ฉันก็เลยเอาพันธุ์ไม้ดอกมาเพาะไว้ตรงด้านที่ฉันหาบเธอ
เวลาที่ฉันหาบน้ำกลับบ้าน  น้ำที่รั่วจากเธอก็รดต้นไม้จนออกดอกสวยงาม
ทุกวันฉันก็เอาดอกไม้มาปักไว้ในแจกันที่บ้าน
ที่บ้านนี้สวยเพราะแจกัน  ดอกไม้ที่เธอช่วยปลูกนี้แหละ
พอหม้อน้ำใบนั้นได้ฟังก็ปลื้มใจและเห็นคุณค่าของตัวเอง

...ถึงแม้ฉันจะมีรอยแตก  ฉันก็มีประโยชน์
ถึงแม้ฉันจะไม่สามารถขนน้ำมาได้เต็มที่
แต่ฉันก็มีประโยชน์ตรงที่ช่วยรดน้ำต้นไม้ตามทางได้...

ที่หม้อใบนี้มีประโยชน์อย่างคาดไม่ถึง  ก็เพราะปัญญาของหญิงชรา
ทีรู้จักเอาข้อเสียหรือข้อบกพร่องของหม้อน้ำมาใช้ให้เป็นประโยชน์
ทุกอย่างไม่มีอะไรดีหรือเสียโดยส่วนเดียว

อย่างที่พูดเอาไว้เมื่อเช้าก่อนฉันอาหาร
ขยะถ้ากองอยู่หน้าบ้านเรามันก็ไม่ดี
แต่ถ้ากองอยู่ในสวนมันก็กลายเป็นของดีขึ้นมา
กลายเป็นปุ๋ยบำรุงต้นไม้
มันไม่มีอะไรที่จะแย่ส่วนเดียวหรือดีส่วนเดียว
มันขึ้นอยู่กับว่าอยู่ถูกที่  ถูกเวลา  หรือว่าใช้ให้เป็นหรือเปล่า !!
 

 

ตัดตอนมาจาก  หนังสือ "คืนความสุขให้ชีวิต"  ของ  พระไพศาล  วิสาโล 

นี่เป็นวิธีการมองให้เห็นด้านดีซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่งของสิ่งที่แย่
แต่ยังมีวิธีการมองด้านบวกอีกแบบหนึ่งคือ...
มองเห็นสิ่งดีๆที่อยู่นอกเหนือจากสิ่งแย่ๆนั้น

...
มีครูคนหนึ่งชูกระดาษขึ้นมาแผ่นหนึ่งให้นักเรียนดู
เป็นกระดาษเปล่าๆ  แต่มีกากบาทอยู่ตรงมุมขวาด้านล่าง
แล้วครูก็ถามว่านักเรียนเห็นอะไร?
นักเรียนทั้งชั้นตอบเหมือนกันว่า  เห็นกากบาทสีดำ
ครูก็เลยถามว่า

"แล้วนักเรียนไม่เห็นสีขาวของกระดาษทั้งแผ่นเลยหรือ"

พอถามเช่นนี้นักเรียนก็อึ้งไปเลย
ทำไมนักเรียนไม่เห็น
ก็เพราะนักเรียนไปจดจ่อแต่กากบาท
สีขาวของกระดาษมันธรรมดาเกินไป  นักเรียนจึงไม่สนใจ  สนใจแต่สิ่งที่มันไม่ธรรมดา  ไม่ปกติ
...


ในชีวิตของเราก็เช่นกัน  ถึงแม้จะมีสิ่งร้ายๆหรือสิ่งไม่ดีเกิดขึ้นในชีวิต
แต่มันเป็นแค่ส่วนน้อย  ไม่ต่างจากกากบาท  
ในชีวิตของเรายังมีสิ่งดีๆอีกมากมาย  เหมือนกับสีขาวของกระดาษ
ของหายก็จริงแต่เราก็ยังมีบ้าน  มีเงินเยอะแยะในกระเป๋า
มีโทรทัศน์  มีรถยนต์อยู่กับเรา  
คนรักตายจากไปแต่เราก็ยังมีพ่อมีแม่มีลูกที่ยังอยู่กับเรา
ซึ่งเราควรจะใ่ส่ใจ  ไม่ใช่ไปโศกเศร้านึกถึงคนที่ตายไปแล้ว
จนกระทั่งละเลยคนที่ยังอยู่  หมกมุ่นอยู่กับอดีตจนกระทั่งมองข้ามปัจจุบัน
คนอย่างนี้มีเยอะ  คือเศร้าโศกเสียใจที่ตัวเองไม่มีเวลาดูแลพ่อ  ดูแลแม่
มัวแต่เสียใจจนลืมดูแลลูก  ลืมไปว่าเขายังอยู่กับเรา
ทำไมเราไม่ใช้เวลากับเขาให้ดีที่สุด  หากละเลยเขาแล้ววันหนึ่งเขามีอันเป็นไป
ก็จะเสียใจอีกว่าตอนเขาอยู่กับเราเราไม่สนใจเขา  เท่ากับเป็นการทำผิดซ้ำสองซ้ำสาม


...


สิ่งดีๆที่อยู่กับเรามีมากกว่าสิ่งที่แย่ๆแม้จะเจ็บป่วย
แม้จะพิการ  แม้จะยากจน  แต่เรายังมีอะไรดีๆอีกมากมาย
มีตัวอย่างหนึ่งซึ่งเป็นอุปมาอุปไมยที่ดีมาก
เป็นเรื่องของท่านพรหมวังโสอีกเช่นกัน

ท่านเล่นถึงประสบการณ์การตั้งวัดในออสเตรเลีย
อยู่ที่นั่นพระต้องก่อสร้างวัดเอง
ไม่สามารถจะจ้างใครได้เพราะค่าจ้างแพง
ท่านได้รับมอบหมายให้ก่อกำแพง
ท่านก็พยายามก่ออย่างประณีต  วางอิฐทีละก้อน  ทีละก้อนอย่างตั้งใจ
ให้ได้มุมให้ได้ระดับกัน  ทั้งบนทั้งล่างทั้งซ้ายทั้งขวา
ทำเสร็จแล้วก็พบว่ามีอิฐ ๒ ก้อนที่เอียงไม่ได้ระดับ
ทำให้กำแพงทั้งแผงดูไม่สวยเลย
ท่านอยากจะรื้อทำใหม่แต่เจ้าอาวาสไม่อนุญาต  
ท่านบอกว่าตอนนั้นถ้าระเบิดกำแพงได้ท่านก็จะทำ
แต่เมื่อทำไม่ได้ก็เลยต้องปล่อยไว้อย่างนั้น
ท่านก็รู้สึกไม่ดีทุกครั้งที่เดินผ่านกำแพงนั้น  เพราะเห็นแต่อิฐ ๒ ก้อนนั้น

แต่มีวันหนึ่งมีอาคันตุกะมาเยี่ยมวัด  เขาเห็นกำแพงก็ชมว่าสวยดี
ท่านก็แปลกใจพูดขึ้นมาว่าสวยได้อย่างไร
คุณไม่เห็นอิฐ ๒ ก้อนนี้หรือ
เขาตอบว่าเขาเห็นอิฐ ๒ ก้อนนั้น  
แต่ก็เ้ห็นอิฐอีก ๙๙๘ ก้อนก่ออย่างสวยงามเป็นระเบียบ
พอได้ยินเช่นนี้ท่านก็ได้คิดขึ้นมา  ที่ผ่านมาท่านไปจดจ่อกับอิฐ
๒  ก้อนที่ไม่สวยจนมองข้ามอิฐอีกมากมายที่ก่อไว้อย่างสวยเป็นระเบียบ
หลังจากนั้นท่านก็มีความสุขมากเวลาเดินผ่านกำแพงนี้
เพราะว่าท่านไม่สนใจอิฐ ๒ ก้อนนั้นอีกแล้ว
ท่านบอกว่าเดี๋ยวนี้ท่านจำไม่ได้แล้วว่าอิฐ ๒ ก้อนนั้นอยู่ตรงไหน

เรื่องนี้ให้ข้อคิดอย่างเดียวกับเรื่องที่ครูสอนให้นักเรียนอย่ามัวจดจ่อกับ
กากบาทสีดำจนลืมสีขาวของกระดาษ
ถ้าเรามองแบบนี้ได้ก็จะพอใจกับชีวิตมากขึ้น
เพราะว่าชีวิตจริงก็เป็นแบบนั้น
มันไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบ
ต้องมีจุดอ่อนหรือข้อเสียอยู่บ้างเป็นธรรมดา  แต่สิ่งที่ดีๆก็มีมากกว่า

ทีนี้บางคนอาจจะสงสัยว่าถ้ากระดาษแผ่นนั้นไม่ได้มีแค่กากบาทเดียว
แต่มีกากบาทเต็มไปหมดเลย  ตรงนี้ก็กากบาท  ตรงนั้นก็กากบาท
ในกระดาษแผ่นสีขาวมีกากบาทเป็นสิบหรือยี่สิบ
แล้วเราจะมองอย่างไร
อย่าลืมว่าถึงแม้กากบาทจะมีอยู่เต็มแผ่น
มันก็ยังมีช่องว่างที่เป็นสีขาวอยู่กระจัดกระจายไปทั่ว
แทนที่จะจดจ่อแต่สีดำของกากบาท
เราจดจ่อแต่สีขาวระหว่างช่องจะได้ไหม
ถ้าทำได้ก็ไม่ทุกข์  และในชีวิตจริงก็มีคนทำได้ด้วย


...ไม่มีอะไรหรือที่ไหนที่เลวร้ายไปเสียหมด  ไม่ว่าจะแย่แค่ไหน
ก็ยังมีส่วนดีๆ  ให้เราเห็น  หรือถ้าไม่เห็นก็สามารถสร้างมันขึ้นมา
จำได้ไหม  บุรุษไปรษณีย์ที่เอาของมาส่งกลางแดดร้อน
แดดมันร้อนก็จริงแต่ว่าเขาไม่ทุกข์เลยเพราะเขาร้องเพลง
แดดร้อนแต่ใจเย็นมันก็เป็นสุขได้  อันนี้คือ  ศิลปะในการยอมรับสิ่งต่างๆ
ไม่ใช่ยอมรับอย่างเดียว  ยิ้มรับด้วย  ยิ้มรับความทุกข์
ยิ้มรับสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา  ไม่ว่ารอบตัวจะแย่อย่างไร
ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นกับเราอย่างไร
เราเลือกที่จะไม่ทุกข์ได้
เพราะเราสามารถมองเห็นด้านดีๆ  ของสิ่งเหล่านั้น
อันนี้ไม่ใช่เป็นการหลอกตัวเอง
แต่เป็นการรู้จักมองให้เห็นอีกด้านหนึ่งซึ่งคนเรามักไม่มองกัน
ทางพุทธศาสนา  เรียกว่าเป็นโยนิโสมนสิการอย่างหนึ่ง
คือการมองแบบเร้ากุศล
มองแล้วถ้าเร้าจิตให้เป็นกุศล  พ้นจากความเศร้าโศกเสียใจหรือหม่นหมอง
มันดีทั้งนั้น  เพราะมันทำให้เกิดกำลังที่จะทำความดียิ่งๆขึ้นไป...


ตัดตอนมาจาก  หนังสือ "คืนความสุขให้ชีวิต"  ของ  พระไพศาล  วิสาโล