จุดอ่อนถ้าใช้ให้เป็นก็จะเกิดประโยชน์
posted on 14 Oct 2009 20:06 by nookniss in Buddhism
มีนิทานที่ดีมากเรื่องนี้เป็นเรื่องของหม้อน้ำ ๒ ใบ
ใบหนึ่งสมบูรณ์แบบมาก อีกใบหนึ่งมีรอยร้าว
ทุกเช้าหญิงชราจะเอาหม้อน้ำทั้ง ๒ ใบใส่คานเพื่อตักน้ำกลับมาบ้าน
แต่ทุกครั้งที่เดินกลับบ้านซึ่งไกลมาก
ระหว่างทางใบที่มีรอยร้าวก็จะมีน้ำรั่วไหลตลอดทาง
กว่าจะถึงบ้านหม้อใบนั้นก็เหลือน้ำแค่ครึ่งเดียว
ขณะที่อีกใบมีน้ำเต็ม เธอทำเช่นนี้อยู่ ๒ ปี
ในเรื่องนี้หม้อน้ำพูดได้ด้วย หม้อน้ำที่มีรอยร้าวรู้สึกอับอายมาก
ที่ขนน้ำมาได้แค่ครึ่งเดียว
จึงตัดพ้อหญิงชระว่าทำไมถึงใช้เขาขนน้ำ
ตรงข้ามกับอีกใบที่รู้สึกภาคภูมิใจที่ขนน้ำมาเต็มหม้อทุกวัน
เมื่อถูกตัดพ้อ หญิงชราจึงพูดกับหม้อที่มีรอยร้าวว่า
เธอสังเกตไหมว่า
ท่างเดินตรงด้านของเธอนั้นมีดอกไม้ขึ้นอยู่ตลอดทางเลย
แต่อีกด้านหนึ่งไม่มีดอกไม้ขึ้นเลย ดอกไม้นั้นได้น้ำจากไหนรู้ไหม
ก็ได้น้ำจากเธอนั่นแหละ
ฉันรู้ว่าเธอรั่ว ฉันก็เลยเอาพันธุ์ไม้ดอกมาเพาะไว้ตรงด้านที่ฉันหาบเธอ
เวลาที่ฉันหาบน้ำกลับบ้าน น้ำที่รั่วจากเธอก็รดต้นไม้จนออกดอกสวยงาม
ทุกวันฉันก็เอาดอกไม้มาปักไว้ในแจกันที่บ้าน
ที่บ้านนี้สวยเพราะแจกัน ดอกไม้ที่เธอช่วยปลูกนี้แหละ
พอหม้อน้ำใบนั้นได้ฟังก็ปลื้มใจและเห็นคุณค่าของตัวเอง
...ถึงแม้ฉันจะมีรอยแตก ฉันก็มีประโยชน์
ถึงแม้ฉันจะไม่สามารถขนน้ำมาได้เต็มที่
แต่ฉันก็มีประโยชน์ตรงที่ช่วยรดน้ำต้นไม้ตามทางได้...
ที่หม้อใบนี้มีประโยชน์อย่างคาดไม่ถึง ก็เพราะปัญญาของหญิงชรา
ทีรู้จักเอาข้อเสียหรือข้อบกพร่องของหม้อน้ำมาใช้ให้เป็นประโยชน์
ทุกอย่างไม่มีอะไรดีหรือเสียโดยส่วนเดียว
อย่างที่พูดเอาไว้เมื่อเช้าก่อนฉันอาหาร
ขยะถ้ากองอยู่หน้าบ้านเรามันก็ไม่ดี
แต่ถ้ากองอยู่ในสวนมันก็กลายเป็นของดีขึ้นมา
กลายเป็นปุ๋ยบำรุงต้นไม้
มันไม่มีอะไรที่จะแย่ส่วนเดียวหรือดีส่วนเดียว
มันขึ้นอยู่กับว่าอยู่ถูกที่ ถูกเวลา หรือว่าใช้ให้เป็นหรือเปล่า !!
ตัดตอนมาจาก หนังสือ "คืนความสุขให้ชีวิต" ของ พระไพศาล วิสาโล
มองกากบาทสีดำ หรือ กระดาษสีขาว !
posted on 14 Oct 2009 19:19 by nookniss in Buddhismนี่เป็นวิธีการมองให้เห็นด้านดีซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่งของสิ่งที่แย่
แต่ยังมีวิธีการมองด้านบวกอีกแบบหนึ่งคือ...
มองเห็นสิ่งดีๆที่อยู่นอกเหนือจากสิ่งแย่ๆนั้น
...
มีครูคนหนึ่งชูกระดาษขึ้นมาแผ่นหนึ่งให้นักเรียนดู
เป็นกระดาษเปล่าๆ แต่มีกากบาทอยู่ตรงมุมขวาด้านล่าง
แล้วครูก็ถามว่านักเรียนเห็นอะไร?
นักเรียนทั้งชั้นตอบเหมือนกันว่า เห็นกากบาทสีดำ
ครูก็เลยถามว่า
"แล้วนักเรียนไม่เห็นสีขาวของกระดาษทั้งแผ่นเลยหรือ"
พอถามเช่นนี้นักเรียนก็อึ้งไปเลย
ทำไมนักเรียนไม่เห็น
ก็เพราะนักเรียนไปจดจ่อแต่กากบาท
สีขาวของกระดาษมันธรรมดาเกินไป นักเรียนจึงไม่สนใจ สนใจแต่สิ่งที่มันไม่ธรรมดา ไม่ปกติ
...
ในชีวิตของเราก็เช่นกัน ถึงแม้จะมีสิ่งร้ายๆหรือสิ่งไม่ดีเกิดขึ้นในชีวิต
แต่มันเป็นแค่ส่วนน้อย ไม่ต่างจากกากบาท
ในชีวิตของเรายังมีสิ่งดีๆอีกมากมาย เหมือนกับสีขาวของกระดาษ
ของหายก็จริงแต่เราก็ยังมีบ้าน มีเงินเยอะแยะในกระเป๋า
มีโทรทัศน์ มีรถยนต์อยู่กับเรา
คนรักตายจากไปแต่เราก็ยังมีพ่อมีแม่มีลูกที่ยังอยู่กับเรา
ซึ่งเราควรจะใ่ส่ใจ ไม่ใช่ไปโศกเศร้านึกถึงคนที่ตายไปแล้ว
จนกระทั่งละเลยคนที่ยังอยู่ หมกมุ่นอยู่กับอดีตจนกระทั่งมองข้ามปัจจุบัน
คนอย่างนี้มีเยอะ คือเศร้าโศกเสียใจที่ตัวเองไม่มีเวลาดูแลพ่อ ดูแลแม่
มัวแต่เสียใจจนลืมดูแลลูก ลืมไปว่าเขายังอยู่กับเรา
ทำไมเราไม่ใช้เวลากับเขาให้ดีที่สุด หากละเลยเขาแล้ววันหนึ่งเขามีอันเป็นไป
ก็จะเสียใจอีกว่าตอนเขาอยู่กับเราเราไม่สนใจเขา เท่ากับเป็นการทำผิดซ้ำสองซ้ำสาม
...
สิ่งดีๆที่อยู่กับเรามีมากกว่าสิ่งที่แย่ๆแม้จะเจ็บป่วย
แม้จะพิการ แม้จะยากจน แต่เรายังมีอะไรดีๆอีกมากมาย
มีตัวอย่างหนึ่งซึ่งเป็นอุปมาอุปไมยที่ดีมาก
เป็นเรื่องของท่านพรหมวังโสอีกเช่นกัน
ท่านเล่นถึงประสบการณ์การตั้งวัดในออสเตรเลีย
อยู่ที่นั่นพระต้องก่อสร้างวัดเอง
ไม่สามารถจะจ้างใครได้เพราะค่าจ้างแพง
ท่านได้รับมอบหมายให้ก่อกำแพง
ท่านก็พยายามก่ออย่างประณีต วางอิฐทีละก้อน ทีละก้อนอย่างตั้งใจ
ให้ได้มุมให้ได้ระดับกัน ทั้งบนทั้งล่างทั้งซ้ายทั้งขวา
ทำเสร็จแล้วก็พบว่ามีอิฐ ๒ ก้อนที่เอียงไม่ได้ระดับ
ทำให้กำแพงทั้งแผงดูไม่สวยเลย
ท่านอยากจะรื้อทำใหม่แต่เจ้าอาวาสไม่อนุญาต
ท่านบอกว่าตอนนั้นถ้าระเบิดกำแพงได้ท่านก็จะทำ
แต่เมื่อทำไม่ได้ก็เลยต้องปล่อยไว้อย่างนั้น
ท่านก็รู้สึกไม่ดีทุกครั้งที่เดินผ่านกำแพงนั้น เพราะเห็นแต่อิฐ ๒ ก้อนนั้น
แต่มีวันหนึ่งมีอาคันตุกะมาเยี่ยมวัด เขาเห็นกำแพงก็ชมว่าสวยดี
ท่านก็แปลกใจพูดขึ้นมาว่าสวยได้อย่างไร
คุณไม่เห็นอิฐ ๒ ก้อนนี้หรือ
เขาตอบว่าเขาเห็นอิฐ ๒ ก้อนนั้น
แต่ก็เ้ห็นอิฐอีก ๙๙๘ ก้อนก่ออย่างสวยงามเป็นระเบียบ
พอได้ยินเช่นนี้ท่านก็ได้คิดขึ้นมา ที่ผ่านมาท่านไปจดจ่อกับอิฐ
๒ ก้อนที่ไม่สวยจนมองข้ามอิฐอีกมากมายที่ก่อไว้อย่างสวยเป็นระเบียบ
หลังจากนั้นท่านก็มีความสุขมากเวลาเดินผ่านกำแพงนี้
เพราะว่าท่านไม่สนใจอิฐ ๒ ก้อนนั้นอีกแล้ว
ท่านบอกว่าเดี๋ยวนี้ท่านจำไม่ได้แล้วว่าอิฐ ๒ ก้อนนั้นอยู่ตรงไหน
เรื่องนี้ให้ข้อคิดอย่างเดียวกับเรื่องที่ครูสอนให้นักเรียนอย่ามัวจดจ่อกับ
กากบาทสีดำจนลืมสีขาวของกระดาษ
ถ้าเรามองแบบนี้ได้ก็จะพอใจกับชีวิตมากขึ้น
เพราะว่าชีวิตจริงก็เป็นแบบนั้น
มันไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบ
ต้องมีจุดอ่อนหรือข้อเสียอยู่บ้างเป็นธรรมดา แต่สิ่งที่ดีๆก็มีมากกว่า
ทีนี้บางคนอาจจะสงสัยว่าถ้ากระดาษแผ่นนั้นไม่ได้มีแค่กากบาทเดียว
แต่มีกากบาทเต็มไปหมดเลย ตรงนี้ก็กากบาท ตรงนั้นก็กากบาท
ในกระดาษแผ่นสีขาวมีกากบาทเป็นสิบหรือยี่สิบ
แล้วเราจะมองอย่างไร
อย่าลืมว่าถึงแม้กากบาทจะมีอยู่เต็มแผ่น
มันก็ยังมีช่องว่างที่เป็นสีขาวอยู่กระจัดกระจายไปทั่ว
แทนที่จะจดจ่อแต่สีดำของกากบาท
เราจดจ่อแต่สีขาวระหว่างช่องจะได้ไหม
ถ้าทำได้ก็ไม่ทุกข์ และในชีวิตจริงก็มีคนทำได้ด้วย
...ไม่มีอะไรหรือที่ไหนที่เลวร้ายไปเสียหมด ไม่ว่าจะแย่แค่ไหน
ก็ยังมีส่วนดีๆ ให้เราเห็น หรือถ้าไม่เห็นก็สามารถสร้างมันขึ้นมา
จำได้ไหม บุรุษไปรษณีย์ที่เอาของมาส่งกลางแดดร้อน
แดดมันร้อนก็จริงแต่ว่าเขาไม่ทุกข์เลยเพราะเขาร้องเพลง
แดดร้อนแต่ใจเย็นมันก็เป็นสุขได้ อันนี้คือ ศิลปะในการยอมรับสิ่งต่างๆ
ไม่ใช่ยอมรับอย่างเดียว ยิ้มรับด้วย ยิ้มรับความทุกข์
ยิ้มรับสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา ไม่ว่ารอบตัวจะแย่อย่างไร
ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นกับเราอย่างไร
เราเลือกที่จะไม่ทุกข์ได้
เพราะเราสามารถมองเห็นด้านดีๆ ของสิ่งเหล่านั้น
อันนี้ไม่ใช่เป็นการหลอกตัวเอง
แต่เป็นการรู้จักมองให้เห็นอีกด้านหนึ่งซึ่งคนเรามักไม่มองกัน
ทางพุทธศาสนา เรียกว่าเป็นโยนิโสมนสิการอย่างหนึ่ง
คือการมองแบบเร้ากุศล
มองแล้วถ้าเร้าจิตให้เป็นกุศล พ้นจากความเศร้าโศกเสียใจหรือหม่นหมอง
มันดีทั้งนั้น เพราะมันทำให้เกิดกำลังที่จะทำความดียิ่งๆขึ้นไป...
ตัดตอนมาจาก หนังสือ "คืนความสุขให้ชีวิต" ของ พระไพศาล วิสาโล