เหตุที่ควรโกรธไม่มี

posted on 05 Apr 2010 19:29 by nookniss in Buddhism

กฎแห่งปัญญา

ข้อที่ 3 เหตุควรโกรธไม่มี

 

ถ้าเขาทำไม่ดีกับเราด้วยความเข้าใจผิด  หรือไม่ได้เจตนาทำร้ายให้เราเจ็บปวด

เราก็ไม่ควรโกรธเขาอยู่แล้ว

ถ้าเขาทำไม่ดีกับเราด้วยเจตนาทำร้ายเรา  ให้เราเป็นทุกข์

เราก็ไม่ควรโกรธ ให้ตัวเองเป็นทุกข์  จนสมความปรารถนาของเขาอีก

เราจะไปช่วยให้เขาประสบความสำเร็จในการทำให้เราเป็นทุกข์ทำไม

 

ความโกรธของเราเกิดจากความไม่รู้ของเราเองว่า

ถ้าไม่คิดก็ไม่ทุกข์  เขาทำตามการบงการของเมล็ดพันธุ์ภายในของเขา

เราก็เช่นกัน 

เพราะฉะนั้น เหตุที่ควรโกรธไม่มี

 

สิ่งที่เขาส่งมาให้  มีประโยชน์ ช่วยฝึกฝนขัดเกลาเรา

ถ้าเราเป็นคนขี้โกรธ  เราก็จะเจอคนที่ทำร้ายเราแบบแย่ๆ

จนเราโกรธสุดๆ แต่ไม่สามารถทำอะไรเขาได้

นอกจากกลับมาฝึกดูแลเห็นเมล็ดพันธุ์แห่งความโกรธในใจตัวเอง

 

เงื่อนไขชีวิตคือ  ถ้าเราโกรธและโต้ตอบตามแรงสั่งของสัญชาตญาณ

เราจะไม่มีความสุข  คุณภาพชีวิตลดลง

ถ้าเราอยากมีชีวิตที่ดี  รุ่งเรือง มั่งคั่ง  มีความสุข

เราต้องไปเหนือกว่าความเคยชินเดิมๆของตัวเอง

 

ชีวิตจะส่งโจทย์มาให้เราอย่างเหมาะสมด้วยเงื่อนไข

ที่ทำให้เราต้องดึงความเข้มแข็ง  ความรัก ความเมตตา  สติปัญญาออกมาใช้

เพื่อให้ใจผ่านเหตุการณ์นี้ไปได้  ไม่ต้องกลับมาเรียนซ้ำแล้วซ้ำอีก

 

และด้วยการผ่านการฝึกตรงนี้  ทำให้ใจเรายกระดับ  มีคุณภาพ

มีคุณสมบัติที่ดีงามเพิ่ม  สละความไม่บริสุทธิ์  ความอ่อนแอทิ้งไป

คุณภาพใจเปลี่ยน  คุณภาพชีวิตเปลี่ยนตามทันที

 

สิ่งที่เขาทำกับเรา  เราต้องเคยเห็นเขาทำกับคนอื่นแบบนี้

แต่เวลาเราไม่ใช่คนถูกกระทำ  เรากลับรู้สึกว่าไม่เป็นไร

เราอาจจะเคยช่วยเขาทำกับคนอื่นด้วยซ้ำ  หรือ

ดีใจที่เขาทำกับคนอื่น  เราจะได้สำคัญสำหรับเขาคนเดียว

เป็นความเรียนรู้ไม่พอของเราแท้ๆ 

ความเจ็บปวดของเราไม่ได้ขึ้นกับขนาดความรุนแรงของเรื่องราว

แต่ขึ้นกับความยึดถือของเราเอง

ยึดมากต้องโดนหนักมาก  ไม่ใช่เพื่อลงโทษ  แต่เพื่อเปิดตาให้เราเรียนรู้พอ

 

ที่มา :  เข็มทิศชีวิต3  ตอน กฎแห่งความสุข  ของ  ฐิตินาถ   พัทลุง

 

^v^ :  ชอบจังเลยค่ะ 
เวลาที่โกรธ ถ้าหากเรานึกถึงหลักนี้แล้ว
           
มันจะทำให้เราลดความโกรธได้ไวขึ้นทีเดียว
           
ลองเอาไปใช้กันนะคะ  

ปัญหามีทางออก...

posted on 13 Jan 2010 14:45 by nookniss in Inspiration

ทุกครั้งที่เราเผชิญกับปัญหาที่หนักหน่วง               

เรามักจะคิดว่าปัญหานี้แก้ไม่ได้
ปัญหานี้ไม่มีทางออก
ครับ...หากเกิดความคิดในทางลบแบบนี้ขึ้นเมื่อไร  ผมเสนอให้คุณเปลี่ยนมุมคิด

                        เลิกคิดแก้ปัญหาในมุมเดิม
                        แต่เริ่มต้นคิดแก้ปัญหาในมุมใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม
               
อย่างเรื่อง “น้ำมันแพง”
                        มีองค์กรธุรกิจจำนวนมากที่ยอมจำนนต่อปัญหาต้นทุนการขนส่งเพิ่มจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น
                        ทุกคนที่คิดว่าเป็นผลจากปัจจัยภายนอก
                        แฮ่ม...เป็นมือที่มองไม่เห็น
                        คิดว่าทำอย่างไรก็แก้ไขไม่ได้
                        แต่เชื่อไหมครับว่ามี ๒ องค์กรที่แก้ปัญหาด้วยการคิดในมุมใหม่
                        เรื่องแรกเป็นเรื่องของซีพี
                        “วิโรจน์  คัมภีระ”  ผู้บริหารระดับสูงของ “เจริญโภคภัณฑ์อาหาร  เคยเล่าถึงกลยุทธ์การลดต้นทุนในช่วงนั้น

หนึ่งในกลยุทธ์นี้คือ
  การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
เขานำ
“น้ำมันทอดไก่”  มาทำเป็น  “ไบโอดีเซล”
เริ่มจากใส่กรดกำมะถัน
  กรดเกลือ  น้ำส้มสายชู
แยกกลีเซอรีนออก
-
เติดน้ำเข้าไปแล้วแยกน้ำออก
ทำครบทุกกระบวนการเพื่อให้ได้ “ไบโอดีเซล”
แล้วนำมาใช้แทนน้ำมันดีเซล
น้ำมันทอดไก่ของ
“ซีพี”  แค่โรงงานเดียว  เขาใช้เดือนละ
๒๐๐
  ตัน  หรือ  ๒๐๐,๐๐๐  ลิตร
วิธีคิดเรื่องต้นทุนของเขาคิดในเชิงธุรกิจจริงๆ
  แม้น้ำมัน
ทอดไก่จะมาจากโรงงานของตัวเอง
น้ำมันทอดแล้วของโรงงานตามปกติขายได้ลิตรละ ๑๔
  บาท
เขานำมาคิดเป็นต้นทุนการแปรรูปเป็น
  “ไบโอดีเซล”
ค่าใช้จ่ายในการแปรรูปประมาณลิตรละ
    บาทเศษ
ต้นทุนของ
  “ไบโอดีเซล”  จึงอยู่ที่ประมาณลิตรละ  ๒๐ บาท
ในขณะที่น้ำมันดีเซลในช่วงนั้นอยู่ที่ลิตรละ ๒๗
๒๘  บาท
ประหยัดได้
 
๘ บาทต่อลิตร
ไม่น่าเชื่อว่าแค่โรงงานเดียว
  เขาสามารถประหยัดค่าน้ำมันได้เดือนละ    แสนบาท
และไม่ใช่เพียงแค่ค่าน้ำมันที่ใช้ในการขนส่งเท่านั้น
“ซีพี”
  ยังคิดแก้ปัญหาในมุมอื่นด้วย
ที่ผมชอบมากคือ
  เรื่องการเปลี่ยนตัวถังของรถที่ใช้บรรจุอาหารสัตว์
เขาเปลี่ยนจากตัวถัง
  “เหล็ก”  เป็น 
“อะลูมิเนียม”
รู้ไหมครับว่าทำไม
ตามปกติรถบรรทุกคันหนึ่งจะสามารถบรรทุกน้ำหนักได้ตามที่กฎหมายกำหนด
สมมติว่า ๑๘
  ตัน
ไม่ใช่
  ๓๐  ตัน  แบบที่ “เสนาะ  เทียนทอง”  เคยเสนอไว้
๑๘
  ตันนั้นรวมน้ำหนักของรถและสินค้นเข้าด้วยกัน
ดังนั้น
  ถ้ารถมีน้ำหนักมากก็จะบรรทุกสินค้าได้น้อย
การเปลี่ยนวัสดุตัวถังรถจาก
  “เหล็ก”  เป็น  “อะลูมิเนียม”
ทำให้น้ำหนักรถลดลง
เมื่อน้ำหนักของตัวรถลดลง
รถคันนั้นก็บรรทุกอาหารสัตว์ได้เพิ่มมากขึ้น
แต่ “อะลูมิเนียม”
  นั้นแพงกว่า “เหล็ก”
การเปลี่ยนตัวถังจึงมีต้นทุนที่สูงขึ้น
แต่เมื่อ “ซีพี”
   คำนวณต้นทุนค่าเปลี่ยนตัวถังกับรายได้ที่
เพิ่มขึ้นแล้ว
๑๗
  เดือนคุ้มทุนครับ
ที่เหลือ “กำไร”  ล้วนๆ


อีกตัวอย่างหนึ่งเป็นเรื่องของบริษัทสวีทรานส์
  จำกัด

บริษัทนี้เขาทำธุรกิจให้เช่ารถปรับอากาศขนาดใหญ่
เป็นยักษ์ใหญ่ในแวดวงนี้
  มีรถปรับอากาศขนาดใหญ่ประมาณ  ๕๐  คัน
ผมเคยคุยกับ
“พี่พจน์”  บอสใหย๋ของบริษัทนี้เรื่องการลดต้นทุนค่าน้ำมัน
เชื่อไหมครับว่าตอนที่เกิดวิกฤตราคาน้ำมันเมื่อ ๒
  ปีก่อน
งานของเขาเพิ่มขึ้น
  แต่ต้นทุนน้ำมันกลับลดลง
รู้ไหมครับว่าเขาทำอย่างไร...

“พี่พจน์”
  นำระบบ
 GPS 
เข้ามาติดตั้นในรถทุกคัน
ค่าติดตั้งประมาณ
    หมื่นกว่าบาทต่อคัน
๕๐
  คันก็ประมาณ    ล้านบาทเศษ
ระบบ
GPS 
นี้สามารถควบคุมเส้นทางการเดินรถไม่ให้แวบออกไปนอกเส้นทาง
ควบคุมความเร็วก็ได้
เปิดเครื่องปรับอากาศทิ้งไว้ก็รู้
เหยียบเบรกบ่อยก็ยังรู้เลย
“พี่พจน์”
  บอกว่า  ตอนนี้แค่มีโน้ตบุ๊กเครื่องเดียว  เขาก็
สามารถควบคุมรถทั้ง ๕๐
  คันให้อยู่ในโอวาทได้แล้ว
กราฟการใช้น้ำมันจะโชว์ให้เห็นบนหน้าจอเลย
ปีนั้นเศรษฐกิจดี
  บริษัททัวร์เช่ารถของเขามากขึ้น
รายได้ของ
  “สวีทรานส์”  เพิ่มขึ้นประมาณ  ๒๐
%

ถ้ายังไม่มีระบบ
GPS  ปริมาณน้ำมันที่ใช้ก็น่าจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ใกล้เคียงกัน
และเมื่อคูณกับราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น
เงินที่เขาต้องควักกระเป๋าจ่ายเป็นค่าน้ำมันในกรณีที่ยังไม่ลงระบบ
GPS
 น่าจะต้องสูง
ขึ้นประมาณ
  ๓๐
%

แต่ไม่น่าเชื่อว่าค่าใช้จ่ายเรื่องน้ำมันของเขากลับลดลง
ประมาณ ๑๕
%
ประหยัดไปปีละ ๒ ล้านบาท
ถือเป็น “มหัศจรรย์ธุรกิจ”  ในยามน้ำมันแพง


เชื่อเถอะครับว่าทุกปัญหามีทางออก
“ปัญหา”
 
นั้นเป็น 
“ยาวิเศษ”
เพราะถ้าไม่มีปัญหาน้ำมันแพง “ซีพี”  คงไม่คิดเรื่องน้ำมัน
ไบโอดีเซล
คิดไปคิดมาประหยัดไปได้เดือนละ ๕ แสนบาท
“พี่พจน์”
  คงไม่คิดเรื่องการนำระบบ
GPS  มาใช้ควบคุม
การเดินรถ
คิดไปคิดมาประหยัดได้ปีละ ๒
  ล้านบาท
ทั้งที่ใช้รถมากขึ้น
“ปัญหา”
  นั้นมีเสน่ห์อยู่ข้อหนึ่งคือ จะทำให้เราเกิดพลัง
ขบคิดอย่างเต็มที่
ถือเป็นการลับรอยหยักในสมอง
ถ้ายังคิดไม่ออกก็ให้คิดว่า
  อย่างนั้นเราก็ได้ความรู้ใหม่
รู้ว่าปัญหานี้เรายังคิดไม่ออก
คงคล้ายๆ
  กับโจทย์เลขยากๆข้อหนึ่งที่แก้โจทย์ไม่ได้สักที
รู้ว่า “
คำตอบ”  น่ะมีแน่
เพียงแต่ตอนนี้คิดไม่ออกเท่านั้นเอง
อย่างเช่นเรื่อง
“น้ำมันแพง”
ถ้ายังคิดไม่ออก  ก็ขอให้คิดต่อไป
คิดด้วยความเชื่อมั่นว่า
  ทุกปัญหามีทางออก
ถ้าคิดไม่ออกไปเรื่อยๆ
แฮ่ม...วันหนึ่งน้ำมันก็จะลดราคาลงมาเอง

 ^v^ :  ชอบมากเลยค่ะ  แนวคิดนี้  “ปัญหา” คือ  “ยาวิเศษ”  และ
                “ปัญหา”  นั้นมีเสน่ห์อยู่ข้อหนึ่งคือ จะทำให้เราเกิดพลัง
ขบคิดอย่างเต็มที่
              ถ้าเราคิดได้อย่างนี้  เราก็จะไม่หวั่นกลัวปัญหา และอุปสรรคต่างๆเลย
เพราะสิ่งต่างๆที่เราจะได้พบเจอนั้น
  มันทำให้เราได้พัฒนาตัวเองค่ะ 
ทำให้เราแกร่งขึ้นด้วย
              ขอให้สนุกกับมัน  สนุกกับ “ยาวิเศษ”  ที่จะได้รับจากปัญหานะคะ



ที่มา :  “ ฝันเรื่อยเรื่อย  เหนื่อยก็พัก (ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ ๑๑) ”  ของ  หนุ่มเมืองจันท์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา เคยมีคนไปกราบทูลขอให้ทรงงด

การเสด็จไปพระราชทานปริญญา เหตุผลก็เพราะว่าพระองค์ทรงตรากตรำ

และก็ชราภาพ คำตอบที่ได้รับก็คือ เวลาที่พระองค์ท่านไปพระราชทานปริญญา

เป็นเวลาที่มีความสุขมาก มีความสุขมาก เพราะว่าได้เห็นบัณฑิตทั้งหลาย

มีความสุข นิสิตทั้งหลายเรียนมา ๔ ปี ปี เป็นแพทย์ก็อาจจะ ๗ ปี

พอเรียนจบได้รับปริญญาจากพระหัตถ์ของในหลวง ลืมความทุกข์ไปหมดเลย

มีความสุขมาก แล้วทุกคนก็มีแต่รอยยิ้ม มานั่งรอในหลวงได้เป็นครึ่งวัน

แล้วยิ่งในเมืองไทยนี่ยิ่งมีความสุขมากที่สุด ถ่ายรูปกันหลายครั้ง กว่าจะรับจริง

ต้องผ่านการซ้อมย่อยถึง ครั้ง แถมยังมีวันนัดรวมญาติถ่ายรูปกันอีก

ดังนั้นที่เมืองไทย วันรับปริญญาจึงนับว่าเป็นวันมหกรรมแห่งความสุข

แต่สุขที่สุดอยู่ไหน สุขที่สุดอยู่ตรงที่เขาได้รับพระราชทานปริญญาจากในหลวง

ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์ที่คนไทยยอมรับทุกคน มันไม่เพียงแต่เป็นความสุข

แต่เป็นความทรงจำที่งดงามด้วย

ในหลวงบอกว่า " บัณฑิตเขาเรียนมา ปีเหนื่อยหนักหนาสาหัส

ก็ให้เขามีความสุขสักวันหนึ่ง ขอให้เขาได้รับปริญญาจากฉัน

แล้วตัวฉันเองก็มีความสุขที่ได้เห็นบัณฑิตทั้งหลายมารับปริญญา

จากมือของฉันแล้วมีความสุข ฉะนั้น ฉันก็ยินดีที่จะทำหน้าที่นี้ต่อไป "

จะเห็นได้ว่า งานของในหลวงทุกงาน พระองค์ทรงถือหลักว่า งานของเรา

ก็คือการทำให้เขามีความสุข นี้เป็นปรัชญาการทำงานชนิดหนึ่งของในหลวง

ที่มา : " งานสัมฤทธิ์ ชีวิตรื่นรมย์ " ของ ว.วชิรเมธี

^v^ : เรามีต้นแบบที่ดีของบุคคลที่ทำความดีมาตลอดชีวิตอย่างพ่อหลวงของเรา

หากเรายึดหลักเหล่านั้นบ้าง ตามแนวพระราชดำรัส และทำเช่นดังที่พ่อหลวงได้ปฏิบัติ แนวคิดดีๆ

หลักธรรมของความเมตตา ความปรารถนาดี แม้เพียงเศษเสี้ยวเท่านั้น

ก็ทำให้วันนี้เรา " ดีขึ้น " และถ้าเรายึดไปเรื่อยๆ เราก็จะ " ดีขึ้นๆๆๆ"